Special Force : Clan
CLAN NAME :  [KanCa]
CLAN CHIEF :  -เกรียU04-
CLAN MEMBER :  15
[New Topic]   [New Reply] [Sign In]
Author Message
 
&MOONBOO^^


[KanCa]
Posts: 30
New postPosted: 9/27/2009 7:20:21 AM    Post subject: กฎหมายมาฝาก Edit Delete

หน้าที่นำสืบ (มาตรา 84)

มาตรา 84 ว่า “ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างใด ๆ เพื่อสนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การของตน ให้หน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนั้นตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายกล่าวที่อ้าง
แต่ว่า (1) คู่ความไม่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป หรือซึ่งมิอาจโต้แย้งได้ หรือซึ่งศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว
(2) ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายเป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์แต่เพียงว่า ตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”
ปัญหาข้อเท็จจริง คือเนื้อเรื่องความเป็นไปในคดีที่คู่ความกล่าวอ้างหรือโต้เถียงมาในคำคู่ความ แต่ละข้อกล่าวหา เรียกว่าประเด็นแห่งคดี ถ้าจำเลยรับในประเด็นใด ไม่จำต้องพิสูจน์ ถ้าเกิดข้อโต้เถียงขึ้นมาในประเด็นที่โจทก์กล่าวอ้าง เรียกว่าประเด็นข้อพิพาท อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งคู่ความจะต้องพิสูจน์นำสืบให้ศาลเห็นตามที่ตนกล่าวอ้าง ปัญหาข้อเท็จจริงนั้นศาลไม่อาจจะรู้ได้เองและแม้ศาลบังเอิญรู้เหตุการณ์ในคดีมาด้วยตนเอง จะเอาความรู้นั้นมาตัดสินคดีไม่ได้ คู่ความต้องนำข้อเท็จจริงเข้าสู่สำนวนโดยวิธีพิสูจน์พยานหลักฐาน กฎหมายต่างประเทศไม่ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลรู้
คู่ความในคดี ไม่ว่าจะเป็นโจทก์ จำเลย ผู้ร้อง หรือผู้คัดค้าน ถ้ากล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างใดขึ้นมาเพื่อสนับสนุนคำฟ้อง คำให้การ คำร้องขอหรือคำคัดค้านของตนแล้ว มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นว่าเป็นความจริงตามข้อเท็จจริงตามที่ตนกล่าวอ้างไว้นั้น ถ้านำพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเชื่อไม่ได้ตามนั้น หรือไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามข้อเท็จจริงนั้นเสียเลย ข้อกล่าวอ้างของตนในข้อเท็จจริงนั้น ๆ ย่อมตกไป และศาลก็จะพิพากษาให้แพ้คดีหากข้อเท็จจริงนั้นเป็นข้อแพ้ข้อชนะในคดี
ปัญหาข้อกฎหมาย คือหากเป็นปัญหาที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดได้เอง โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย โดยไม่ต้องฟังพยานหลักฐานใดแล้วถือว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ถ้าปัญหาใดชี้ขาดโดยใช้ความรู้ทางกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องฟังพยานหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดเสียก่อน ถือว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริง
คำว่า “หน้าที่นำสืบ” หมายถึง หน้าที่ หรือ ภาระที่กฎหมายกำหนดให้คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อกล่าวอ้าง หรือข้อเถียงของตน แม้ว่า ป.วิ.พ.มาตรา 84 จะใช้คำว่า “หน้าที่นำสืบ” แต่ภาษาที่ใช้ในทางกฎหมายทั้งในทางวิชาการและในคำพิพากษาก็มีทั้งการใช้คำว่า “หน้าที่นำสืบ” และ “ภาระการพิสูจน์” ซึ่งทั้งสองคำใช้ในความหมายอย่างเดียวกันมีข้อพึงสังเกตว่าการที่นักกฎหมายใช้คำว่า “ภาระการพิสูจน์”
1 หน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดเรื่องหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์ ศาลต้องกำหนดให้เป็นไปตามกฎหมาย กล่าวคือภาระการพิสูจน์ในแต่ละประเด็นพิพาท” หมายถึงหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ความจริงเป็นอย่างที่ตนกล่าวอ้าง หากพิสูจน์ไม่ได้ ผู้ที่มีภาระนี้ย่อมต้องแพ้คดีในประเด็นนั้น ส่วน “ หน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อน” หมายถึงการที่ศาลกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดในคดีนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบก่อน โดยที่ไม่จำเป็นว่าผู้ที่มีหน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อน จะต้องมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นพิพาททุกประเด็น สรุปคือเรื่องภาระการพิสูจน์เป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดว่าใครต้องพิสูจน์ ส่วนเรื่องหน้าที่นำสืบพยานหลักฐานก่อนเป็นเรื่องที่ศาลจะให้ใครพูดก่อน หากศาลกำหนดผิด แม้คู่ความจะไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน ศาลก็ต้องพิจารณาไปตามหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้อง ศาลกำหนดภาระการพิสูจน์ผิด แม้จำเลยจะมิได้คัดค้าน เมื่อไม่มีการสืบพยานศาลก็จะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีไปทีเดียวไม่ได้ เพราะการที่ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายใดชนะคดีโดยถือภาระการพิสูจน์เป็นหลักฐานต้องถือตามภาระการพิสูจน์หน้าที่นำสืบถูกต้องตามกฎหมาย
2 แต่ถ้าศาลไม่ได้นำภาระการพิสูจน์มาเป็นเกณฑ์พิพากษาแม้ภาระการพิสูจน์ของคู่ความต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย และหากชั้นชี้สองสถานศาลกำหนดภาระการพิสูจน์ผิดพลาดไป ศาลย่อมมีอำนาจที่จะพิพากษาคดีไปตามภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้องแต่เมื่อโจทก์และจำเลยได้สืบพยานไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นจนสิ้นกระแสความแล้ว โดยศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นข้อพิพาทโดยมิได้ยกเอาหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์มาเป็นเหตุพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี และคดียังต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงอีกด้วย ดังนั้น แม้ฝ่ายใดจะมีภาระการพิสูจน์ ผลแห่งคดีจะไม่เปลี่ยนแปลงไป การที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย
3 กรณีคำสั่งในเรื่องการให้คู่ความฝ่ายใด นำสืบก่อนหลังแม้ศาลจะสั่งผิดในเรื่องการให้คู่ความ ฝ่ายใดมีหน้าที่นำสืบก่อนหลัง แต่ถ้าคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านไว้จะยกขึ้นมาว่ากล่าวใน ชั้นอุทธรณ์-ฎีกาไม่ได้
ฎ.๓๔๖/๒๔๙๕ คำสั่งศาลในเรื่องหน้าที่ นำสืบก่อนนั้น เมื่อสั่งให้ฝ่ายใดเป็นฝ่ายมีหน้าที่นำสืบก่อนแล้วก็ดี ภายหลังก็ย่อมมีอำนาจสั่งเปลี่ยนแปลงได้ เพราะไม่มีกฎหมายใดบัญญัติห้ามไว้ และเมื่อศาลสั่งแก้แล้ว คู่ความมิได้โต้แย้งไว้ ก็ย่อมอุทธรณ์ฎีกาไม่ได้
ข้อพิจารณาในเรื่องหน้าที่นำสืบในคดีแพ่ง
(๑) ประเด็นข้อพิพาท
(๒) ภาระการพิสูจน์ในแต่ละประเด็นข้อพิพาท
(๓) การกำหนดหน้าที่นำสืบก่อนหลัง
การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบ หรือภาระการพิสูจน์โดยการพิเคราะห์จาก
(๑) ประเด็นแห่งคดี คือ หน้าที่นำสืบ หรือภาระการพิสูจน์ในข้อโต้เถียงระหว่างโจทย์ จำเลย ซึ่งปรากฏในคำฟ้องหรือคำให้การหรือคำคู่ความอื่นๆ เช่นคำร้องสอดมาตรา57 (1)
(๒) ประเด็นข้อพิพาท คือประเด็นแห่งคดี หน้าที่นำสืบ หรือภาระการพิสูจน์ในแต่ละประเด็น เมื่อศาลได้ตรวจคำคู่ความเพื่อพิจารณาว่ามีประเด็นใดบ้างที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างแต่คู่ความฝ่ายอื่นไม่ยอมรับ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่ายังเป็นข้อที่โต้แย้งกันอยู่ ศาลก็จะดำเนินการสอบถามข้อเท็จจริงที่คู่ความอาจรับกันได้ หลังจากนั้นก็จะเหลือประเด็นที่คู่ความไม่รับกันเรียกว่า “ประเด็นข้อพิพาท” แต่ข้ออ้างและข้อโต้เถียงที่จะกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทนี้จะต้องเป็นข้อที่มีผลกระทบกระเทือนต่อผลคดีซึ่งอาจทำให้แพ้หรือชนะคดีกันได้ ถ้าข้อโต้เถียงใดไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อผลคดี ย่อมไม่มีประโยชน์ที่จะกำหนดเป็นข้อพิพาทให้คู่ความนำสืบ ประเด็นข้อพิพาท มี ๒ ประเภท
(ก) ประเด็นข้อพิพาทในปัญหาข้อกฎหมายเป็นเรื่องที่ศาลพิจารณาได้จากหลักกฎหมาย และคู่ความจะนำสืบอธิบายหลักกฎหมายไม่ได้ ดังนั้น ศาลจะไม่กำหนดหน้าที่นำสืบ
(ข) ประเด็นข้อพิพาทในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลต้องกำหนดว่าคู่ความฝ่ายใดมีหน้าที่นำสืบ (ภาระการพิสูจน์) ในประเด็นใด
ปัญหาหน้าที่นำสืบหรือภาระในการพิสูจน์นั้น ต่างกับปัญหาในการนำพยานเข้าสืบเพราะคดีที่มีหลายประเด็นหน้าที่นำสืบ อาจจะอยู่ที่โจทก์บ้าง จำเลยบ้างก็ได้ แต่ศาลอาจสั่งว่าเพื่อความสะดวกให้โจทก์หรือจำเลยนำพยานเข้าสืบก่อนในทุกประเด็นก็ได้ ส่วนปัญหาที่ศาลจะวินิจฉัยว่าฝ่ายใดมีหน้าที่นำสืบ ข้อเท็จจริงหรือมีภาระพิสูจน์ความจริง ย่อมเป็นไปตามหน้าที่นำสืบ ในแต่ละประเด็นนั้นโดยไม่คำนึงว่า ฝ่ายใดนำพยานเข้าสืบก่อนหรือหลัง.
กำหนดหน้าที่นำสืบก่อน
เมื่อศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทได้ครบแล้ว ศาลจะพิจารณาว่าเป็นประเด็นปัญหาในข้อกฎหมายกี่ข้อ เป็นประเด็นปัญหาในข้อเท็จจริงกี่ข้อ ถ้าตรวจดูแล้วไม่มีประเด็นปัญหาในข้อเท็จจริงเหลืออยู่เลย คงเหลือแต่ประเด็นปัญหาในข้อกฎหมาย เช่นนี้ ศาลต้องสั่งงดสืบพยานแล้วมี คำพิพากษาได้เลย แต่ถ้าคดียังมีประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงอยู่ แม้เพียงข้อเดียวศาลก็ต้องกำหนดให้มีการสืบพยาน โดยกำหนดหน้าที่นำสืบก่อนให้ฝ่ายที่มีภาระการพิสูจน์ ถ้าคดีนั้นมีหลายประเด็นในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลควรพิจารณาว่าในประเด็นทั้งหมดนั้นประเด็นส่วนใหญ่ฝ่ายโจทก์หรือจำเลยมีหน้าที่นำสืบ (ภาระการพิสูจน์) ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๘๔ ก็ควรกำหนดให้ฝ่ายนั้นมีหน้าที่นำสืบก่อนไปในทุกประเด็นเลย หรือ อาจจะกำหนดให้หน้าที่นำสืบก่อนสลับกันไปมาก็ได้ นอกจากนั้น คู่ความอาจตกลงกันให้ ฝ่ายใดนำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อนก็ได้
หน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อนในแต่ละคดี
การกำหนดหน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อนหลังนี้ สำหรับคดีแพ่งให้ศาลเป็นผู้กำหนด ไม่ว่าจะมีการชี้สองสถานหรือไม่ ถ้าเป็นคดีอาญากำหนดให้โจทก์เป็นฝ่ายนำสืบก่อนเสมอ
1.หลักในการชี้สองสถานและการกำหนดหน้าที่นำสืบ
-การชี้สองสถานคือการที่ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาท ใช้ในคดีที่มีข้อยุ่งยาก มีประเด็นซับซ้อนหลายประเด็น ประเด็นใดที่ฝ่ายหนึ่งรับก็เป็นประเด็นที่ยุติ ประเด็นใดคู่ความไม่รับกันก็เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท ซึ่งอาจเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายก็ได้ บางคดีคู่ความตกลงกันเองว่าใครนำสืบพยานก่อน
-ถ้าไม่มีการชี้สองสถานเช่นไม่มีประเด็นซับซ้อนหรือจำเลยคนใดคนหนึ่งขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลจะสั่งให้โจทก์นำสืบก่อน หลักเกณฑ์ในการนำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อน ใครนำสืบก่อนหรือหลังคำนึงถึงภาระการพิสูจน์เป็นสำคัญ คนแรกก็คือโจทก์เพราะเป็นผู้เริ่มคดี ภาระเท่ากันโจทก็ก็ควรนำสืบก่อน จำเลยจะนำสืบก่อนเช่นกรณีที่รับตามที่โจทก์อ้างแล้วยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ขึ้นต่อสู้หรือจำเลยมีภาระการพิสูจน์มากหรือสำคัญกว่า ศาลจึงให้จำเลยนำสืบก่อน
-ถ้าศาลดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นชี้สองสถาน กำหนดให้ฝ่ายที่ควรนำสืบก่อนให้นำสืบภายหลัง ทำให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบ เขาย่อมโต้แย้ง เป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์ฎีกาได้
2.ในคดีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ศาลก็ควรกำหนดไว้ด้วยว่าจะให้คู่ความฝ่ายใดมีหน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อน
3.คู่ความอาจตกลงกันให้ฝ่ายใดมีหน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อนก็ได้
4.หน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อนในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา คดีอาญาโจทก์ต้องนำสืบก่อนเสมอ เป็นผลทำให้คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ฟ้องรวมมากับคดีอาญานั้น ต้องรับผลในเรื่องหน้าที่นำสืบพยานหลักฐานเข้าสืบก่อนด้วยและไม่จำเป็นต้องมีการชี้สองสถาน
5.ผลของการกำหนดหน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อน หากศาลกำหนดผิดพลาดและเป็นเหตุให้คู่ความเสียหายหรือเสียเปรียบ ฝ่ายนั้นอาจร้องขอให้ศาลชั้นต้นนั้นเองเพิกถอนแล้วกำหนดใหม่ให้ถูกต้องได้ตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์แห่ง
ผู้ที่มีภาระการพิสูจน์ในประเด็นที่สำคัญมากกว่าย่อมเป็นผู้ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อนในคดีนั้น เว้นแต่
1.กรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน
2. จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
3.คำให้การของจำเลยเป็นการยอมรับโดยชัดแจ้งตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสิ้น
4.คำให้การของจำเลยเป็นคำให้การปฏิเสธโดยไร้เหตุผล
5.ศาลงดสืบพยาน
6.คดีมโนสาเร่และคดีไม่มีข้อยุ่งยาก
7.คดีไม่มีข้อยุ่งยากที่ศาลจะต้องสอบถามคู่ความ
8.คู่ความตกลงกันเป็นอย่างอื่น
9.ศาลสั่งผิดและคู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านภาระการพิสูจน์ (ม.84)
แต่หลักที่ว่านั้นมีข้อยกเว้นอยู่ 4 ประการด้วยกัน ซึ่งหากเข้าข้อยกเว้นข้อใดข้อหนึ่งแล้วผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงหาต้องนำพยานมาสืบสนับสนุนข้อเท็จจริงนั้นไม่ ข้อยกเว้นมีดังนี้
1. ถ้าข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นอ้างนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป เช่น ข้อเท็จจริงที่ว่าปีหนึ่ง 12 เดือนหรือเดือนมกราคมมี 31วัน เดือนเมษายนมี30 วัน เป็นต้น มีคำพิพากษาฎีกา 436/2509 วินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงที่ว่าเรือหางยาวเป็นเรือเล็ก ๆ ไม่ใหญ่โต ใช้วิ่งรับส่งในแม่น้ำลำคลอง มีระวางบรรทุกไม่เกิน 250 ตัน เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป และคำพิพากษาฎีกาที่ 1947/2520 วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าวันที่เท่าใดเป็นวันเสาร์และวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป
2.ถ้าข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นอ้างนั้นเป็นข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ เช่น ข้อเท็จจริงที่ว่าน้ำตาลต้องหวาน เกลือต้องเค็ม หรือน้ำแข็งต้องเย็นเป็นต้น และข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้ (กฎหมายปิดปาก) เช่น
ม.821,822เรื่องตัวแทนเชิด....ปพพ.ม.154 เจตนาลวง...ป.วิ.พ.94....ปิดปากโดยคำพิพากษาสำหรับคดีอาญา ซึ่งให้ศาลที่ตัดสินคดีส่วนแพ่ง จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา
3.ถ้าข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นอ้างนั้นเป็นข้อเท็จจริงซึ่งคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว
1.ข้อเท็จจริงที่คู่ความยอมรับกันแล้ว หมายถึงการรับในคดีที่กำลังฟ้องร้องกันในศาล ถือเป็นข้อยุติได้ทันทีว่ามีข้อเท็จจริงตามคำรับ โดยไม่ต้องอาศัยพยานหลักฐานอื่นอีกเลย
-คำรับ(คดีแพ่ง)ในศาลอาจเกิดขึ้นในลักษณะเป็นคำรับโดยชัดแจ้งหรือคำรับโดยปริยายก็ได้
-หลักกฎหมายเกี่ยวกับคำรับโดยปริยาย เป็นพิเศษ ดังนี้
(1)ข้อกล่าวอ้างใดในฟ้องโจทก์ หากจำเลยมิได้ยกขึ้นปฏิเสธโดยชัดแจ้งในคำให้การ ถือว่าจำเลยยอมรับ ตาม ป.วิ.พ. ม.177......ตรงข้ามกับคดีอาญาการนิ่งเท่ากับปฏิเสธ
(2)ปกติคดีแพ่งจะมีหลายประเด็น การปฏิเสธในคำให้การจะต้องเป็นการปฏิเสธที่ชัดแจ้ง และเฉพาะเจาะจงข้อใดให้เด่นชัดเป็นข้อๆไป ใช้วิธีปฏิเสธแบบเหวี่ยงแหคลุมหมดทุกข้อไม่ได้ ถือว่าไม่ชัดเจนเท่ากับมิได้ปฏิเสธ และกลายเป็นการยอมรับตามฟ้องของโจทก์ไป
(3)ข้อที่จำเลยยกขึ้นปฏิเสธโดยชัดแจ้งหรือข้ออ้างที่จำเลยกล่าวขึ้นใหม่ก็ดี จำเลยต้องแสดงเหตุไว้ด้วย มิฉะนั้นจำเลยจะไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบสนับสนุนข้ออ้างนั้น
(4)เหตุผลที่จำเลยยกขึ้นสนับสนุนข้ออ้างข้อเถียงของตนนั้น จะต้องเป็นเหตุผลที่กฎหมายยอมรับด้วย ถ้าเป็นเหตุผลที่ไม่มีน้ำหนักทางกฎหมายก็เท่ากับจำเลยมิได้อ้างเหตุแห่งการกล่าวอ้าง เป็นผลให้ไม่มีประเด็นจะนำสืบในข้อนั้น
(5)การให้การต่อสู้ทุกๆจุดนั้นต้องระวังอย่าให้มีลักษณะเป็นคำให้การสองแง่สองง่าม ที่ขัดกันเองอยู่ในตัว เพราะศาลถือว่าคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ก่อให้เกิดประเด็นก็
คำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวกับการปฏิเสธข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างมีตัวอย่างดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 326/2508 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ 2 ครั้ง ครั้งหนึ่งชำระแล้ว อีกครั้งหนึ่งยังไม่ได้ชำระ ขอให้ชำระ จำเลยให้การว่ากู้เงินโจทก์เพียงครั้งเดียวและชำระแล้ว เมื่อโจทก์รับว่าได้ชำระหนี้แล้ว แต่อ้างว่าเป็นการชำระหนี้ตามสัญญากู้อีกฉบับหนึ่ง โจทก์ต้องนำสืบในข้อนี้ เพราะจำเลยมิได้กล่าวข้อเท็จจริงอะไรขึ้นมาอีกเลย ถ้าให้จำเลยนำสืบ จำเลยคงจะสืบแต่ปฏิเสธ
คำพิพากษาฎีกาที่ 592/2513 ขอให้ศาลสั่งแสดงว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยต่อสู้ว่าไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นที่สาธารณะ และไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ โจทก์มีหน้าที่นำสืบ
ข้อสังเกตที่เกี่ยวกับการปฏิเสธฟ้องของโจทก์นั้นมีว่า จำเลยจะต้องให้การโดยแจ้งชัดว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้นด้วยดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ถ้าข้อเท็จจริงใดที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่จำเลยมิได้ให้การถึงเลยว่าจะรับหรือปฏิเสธ ต้องถือว่าข้อเท็จจริงนั้นไม่เป็นประเด็นข้อพิพาท โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องนำสืบตามข้อเท็จจริงนั้น นอกจากนี้คำให้การของจำเลยมักจะถือเป็นแบบฉบับลอกเลียนกัน โดยพอเริ่มคำให้การก็จะบรรยายว่า “นอกจากที่จำเลยให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งแล้ว ขอให้ถือว่าจำเลยปฏิเสธฟ้องของโจทก์ทั้งสิ้น” ความจริงการให้การไว้เช่นนี้ไม่มีผลเป็นการปฏิเสธฟ้องของโจทก์ทั้งสิ้นแต่ประการใด เพราะเป็นคำให้การที่ไม่ถูกต้องตามมาตรา 177 ดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่ให้การปฏิเสธฟ้องข้อใดโดยชัดแจ้ง โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบในฟ้องข้อนั้น ๆ ทั้งนี้จะเห็นได้จาก โดยไม่ปรากฏเหตุผลแห่งการปฏิเสธ ย่อมเป็นคำให้การที่ไม่ชอบ ฉะนั้นเมื่อจำเลยมิได้ให้การถึงฟ้องข้อใดไว้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยปฏิเสธ โจทก์ไม่ต้องนำสืบฟ้องข้อนั้น
คำพิพากษาฎีกาที่ 944/2515 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขายฝากที่ดินและเรือนจนหลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์แล้วขอให้ขับไล่ จำเลยรับว่าผู้รับมอบอำนาจของจำเลยทำสัญญาขายฝากไว้กับโจทก์จริง แต่ต่อสู้ว่าผู้รับมอบอำนาจของจำเลยมิได้รับมอบอำนาจให้ไปทำสัญญาขายฝากแก่โจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องนำสืบ
คำพิพากษาฎีกาที่ 1131/2520 จำเลยทราบข้อสัญญาการประกวดราคาตามประกาศเรียกประกวดราคาของโจทก์แล้ว จึงยื่นซองประกวดราคา เมื่อจำเลยประมูลได้ก็ต้องผูกพันตามสัญญานั้น โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยประมูลได้แล้วไม่มาทำสัญญาก่อสร้าง จำเลยรับว่าได้ยื่นซองเสนอราคาจริง แต่อ้างว่าจำเลยไม่ผูกพันตามสัญญา ดังนี้ประเด็นที่ว่าคำเสนอของจำเลยยังคงผูกพันจำเลยหรือไม่ จำเลยต้องมีหน้าที่นำสืบ
ข้อสังเกตจากคำพิพากษาดังกล่าวข้างต้นมีว่า การจะถือว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งรับหรือปฏิเสธข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายแรกกล่าวอ้าง มิได้พิจารณาเฉพาะข้อความตอนใดตอนหนึ่งเท่านั้น จะต้องพิจารณาข้อความทั้งหมดรวมกันไป แต่ละข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างแล้วพิเคราะห์ว่าเป็นการรับหรือปฏิเสธ หรือเป็นการรับแต่ยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นต่อสู้
4.ถ้าข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นอ้างนั้นมีกฎหมายสันนิษฐานไว้เป็นคุณแก่คู่ความที่กล่าวอ้าง คู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้างก็มีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบแต่เพียงว่า ตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งข้อสันนิษฐานนั้น ๆ เท่านั้นก็พอ ภาระการพิสูจน์ลดลงเพราะกฎหมายสันนิษฐานเป็นคุณ สำหรับข้อยกเว้นตามหัวข้อนี้ ผู้กล่าวอ้างยังต้องพิสูจน์กฎหมายบัญญัติไว้ คือพิสูจน์เพียงว่าคดีของตนเข้าเงื่อนไขตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ก็พอแล้ว จากนั้นภาระการพิสูจน์ก็จะเปลี่ยนไปตกอยู่กับฝ่ายตรงข้าม เช่น โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่พิพาท มีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 บัญญัติว่า “บุคคลยึดถือทรัพย์สินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน ท่านว่าบุคคลนั้นได้ซึ่งสิทธิครอบครอง” และมีมาตรา 1369 บัญญัติว่า “บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินไว้ ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นยึดถือเพื่อตน” ดังนี้ โจทก์เพียงแต่นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ยึดถือหรือครอบครองที่พิพาทนั้นไว้เท่านั้นก็พอ ก็จะได้รับการสันนิษฐานจากมาตรา 1369 ว่าโจทก์ยึดถือที่พิพาทไว้เพื่อตน จึงถือว่าโจทก์มีสิทธิโจทก์ครอบครองในที่พิพาทตามมาตรา 1367 แล้ว โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินน.ส. 3 ที่มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของตาม ป.พ.พ.ม.1373สันนิษฐานว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ข้อสันนิษฐานนั้นก็เข้ามามีผลในการกำหนดภาระการพิสูจน์ให้จำเลยพิสูจน์หักล้างได้ทันที แต่ถ้าข้อเท็จจริงยังเป็นข้อโต้เถียงกันอยู่ ผู้ที่อ้างประโยชน์จากข้อสันนิษฐานเป็นผู้ต้องพิสูจน์ว่า ตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งข้อสันนิษฐานนั้นแล้ว เช่น จำเลยเถียงว่ามีชื่อใน นส.3ตามเอกสารที่จำเลยแนบท้ายคำให้การ ที่โจทก์อ้างมานั้นไม่จริงเป็นเอกสารปลอม ดังนี้โจทก์ต้องพิสูจน์ว่าตนมี นส.3ที่ราชการออกให้จริง จึงจะเข้าข้อสันนิษฐานม.1373 จากนั้นภาระการพิสูจน์ก็ตกไปอยู่กับจำเลย เรียกว่า “ ข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาด”
-ถ้าเป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดก็ต้องถือว่าใหญ่กว่าข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาด เช่น คดีแพ่งต้องฟังข้อเท็จจริงตามคดีอาญา
-กรณีผู้ที่มีชื่อในโฉนดที่ดินย่อมได้รับข้อสันนิษฐานว่าเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนด หากผู้ใดโต้แย้งความเป็นเจ้าของให้ผิดไปจากข้อสันนิษฐานย่อมต้องพิสูจน์ ข้อสันนิษฐานตามความเป็นจริง ผู้ที่กล่าวอ้างพฤติการณ์ใดที่ผิดไปจากปกติธรรมดา ผู้นั้นต้องมีภาระการพิสูจน์
กระบวนพิจารณาคดีของศาล
เพื่อความสะดวกในการดำเนินคดี เมื่อศาลได้อ่านสำนวนคำฟ้องของโจทก์ และสำนวนคำให้การของจำเลยแล้ว ศาลจะมีแนวพิจารณา 2 ทาง คือ
1. เมื่อโจทก์กล่าวหา = = > จำเลยยอมรับ = = > ศาลฟังได้ความแล้ว = = > จะรอตัดสินความ
2. เมื่อโจทก์กล่าวหา = = > จำเลยปฏิเสธ = = > ศาลยังฟังไม่ได้ความ = = > จะนัดชี้สองสถาน
การชี้สองสถาน คือการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล หลังมีการยื่นคำฟ้อง คำให้การ หรือคำให้ การแก้ฟ้องแย้งแล้ว เพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลจะสั่งให้มีการชี้สองสถาน ซึ่งในวันนั้น ศาลจะดำเนินการ 4 เรื่อง คือ
1. การกำหนดประเด็นข้อพิพาท ตาม ม.183 ว.1
2. การกำหนดหน้าที่นำสืบ ตาม ม.84
3. การกำหนดหน้าที่นำสืบก่อนหลัง ตาม ม.183 ว.1 ความท้าย
4. การกำหนดวันสืบพยาน ตาม ม.184 ว.1
1. การกำหนดประเด็นข้อพิพาท
1.1 เมื่อศาลจะนัดคู่ความเพื่อทำการชี้สองสถาน ต้องแจ้งกำหนดวันชี้สองสถานให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน (ม.182 ว.1)
1.2 มาตรา 183 ว.1 จะบอกให้ทราบว่า ในวันชี้สองสถานนั้น ศาลจะดำเนินการอะไรบ้าง
1.3 ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาล ศาลจะทำการชี้สองสถานเลย ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นรู้แล้ว และคู่ความฝ่ายนั้นไม่มีสิทธิคัดค้านในประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบก่อนหลังที่ศาลกำหนดไว้ (ม.183 ทวิ)
1.4 หน้าที่เบื้องต้นของศาล คือตรวจคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลย แล้วนำมาเปรียบเทียบกันดู เพื่อจะ “กำหนดประเด็นแห่งคดี” โดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้
(1) กำหนดประเด็นในรูปของคำถาม
(2) คำถามนั้นต้องสั้นและกะทัดรัดได้ใจความ
(3) ต้องกำหนดให้ครบถ้วนทุกประเด็น
1.5 เมื่อกำหนดประเด็นได้ครบถ้วนแล้ว ศาลจะต้องสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะมีแนวคำตอบได้ 2 แนวทาง คือ
(1) ถ้าจำเลยยอมรับ ประเด็นแห่งคดีนั้นเป็นอันยุติ ไม่ต้องนำสืบพยาน
(2) ถ้าจำเลยปฏิเสธ ประเด็นแห่งคดีนั้นจะเปลี่ยนเป็นประเด็นข้อพิพาท
2. การกำหนดหน้าที่นำสืบ 2.1 หน้าที่นำสืบ ที่ปรากฏในมาตรา 84 เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ภาระการพิสูจน์”
2.2 หลักกฎหมายของ ม.84 คือ คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใดเพื่อสนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การของตน คู่ความฝ่ายนั้นมีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนั้น หรือสั้นๆ ว่า “ผู้ใดกล่าวอ้าง ผู้นั้นนำสืบ”
2.3 แต่ก่อนที่ศาลจะกำหนดหน้าที่นำสืบว่าเป็นของคู่ความฝ่ายใด ศาลจะต้องกำหนดลักษณะของปัญหาข้อพิพาทในแต่ละประเด็นเสียก่อน ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ
(1) ปัญหาข้อเท็จจริง คือพฤติการณ์ของคดีที่เกิดขึ้น ซึ่งคู่ความต้องนำพยานมาสืบให้ศาลเชื่อได้ตามที่อ้างหรือต่อสู้
(2) ปัญหาข้อกฎหมาย คือปัญหาที่ศาลวินิจฉัยได้เอง คู่ความไม่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบ
2.4 ประเด็นข้อพิพาทที่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น คู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้างจะต้องนำสืบ .......แต่ก็มีข้อยกเว้นบางประการที่คู่ความไม่จำเป็นต้องนำสืบหรือพิสูจน์ข้อเท็จจริง (ม.84) กล่าวคือ
(1) ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป เช่น
- วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดราชการ
- วันที่ 23 ตุลาคมเป็นวันปิยมหาราช
- พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันออก
- กลางคืนสว่าง กลางคืนมืด
(2) ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “กฎหมายปิดปาก” ไม่ให้เถียงเป็นอย่างอื่น ซึ่งมีได้หลายกรณี เช่น
- ตัวแทนเชิด ปพพ. ม.821 , 822 (ปิดปากโดยการกระทำหรือการแสดงออก)
- ยอมให้เพื่อนใช้ชื่อของตนเป็นชื่อห้างหุ้นส่วน ปพพ. ม.1054 (ปิดปากโดยเอกสาร)
- คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ปวอ.46 (ปิดปากโดยคำพิพากษาของศาล)
(3) ข้อเท็จจริงนั้นคู่ความยอมรับกันแล้ว
- เมื่อคู่ความฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้าง และอีกฝ่ายหนึ่งนั้นยอมรับ เรียกว่า “คำรับในศาล” หมายถึง การรับในคดีที่กำลังฟ้องร้องกัน
- เมื่อยอมรับกันเช่นนั้น ผลคือ ประเด็นแห่งคดี นั้นเป็นอันยุติ ไม่ต้องนำสืบพยาน
- คำรับในศาล อาจเกิดขึ้นได้ใน 2 ลักษณะ ซึ่งมีผลทางกฎหมายต่างกันเพียงเล็กน้อย
* เกิดจากการรับกันในคำคู่ความ เช่น คำฟ้อง คำให้การ มีผลเท่ากับไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกิดขึ้นเลย
* เกิดในระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณาคดี มีผลทำให้ประเด็นข้อพิพาทที่มีอยู่นั้นระงับสิ้นไป
- คำรับในศาล อาจเกิดขึ้นในลักษณะเป็นคำรับโดยชัดแจ้งก็ได้ หรือโดยปริยายก็ได้ ซึ่งคำรับโดยนั้นไม่มีปัญหาใดๆ ...แต่คำรับโดยปริยายจะต้องมีลักษณะพิเศษ ดังนี้
* คำฟ้องของโจทก์ข้อใด ถ้าจำเลยมิได้ปฏิเสธโดยชัดแจ้งไว้ในคำให้การ ถือว่าจำเลยยอมรับในข้อนั้น ตาม ม.177 ว.2
* คำฟ้องของโจทก์ข้อใด ถ้าจำเลยปฏิเสธโดยไม่ชัดแจ้ง มีผลเท่ากับไม่ได้ปฏิเสธ
* ข้อที่จำเลยยกขึ้นปฏิเสธโดยชัดแจ้งแล้วก็ดี หรือข้ออ้างที่จำเลยยกกล่าวขึ้นใหม่ก็ดี จำเลยจะต้องแสดงเหตุไว้ด้วย ตาม ม.177 ว.2 ความท้าย มิฉะนั้น จำเลยจะนำพยานหลักฐานมาสืบสนับสนุนไม่ได้
* เหตุผลที่จำเลยยกขึ้นสนับสนุนข้ออ้างข้อโต้เถียงของตนนั้น จะต้องเป็นเหตุผลที่กฎหมายยอมรับ
* การให้การต่อสู้ไว้ทุกๆ จุดนั้น จะต้องระวังอย่าให้มีลักษณะเป็นคำให้การสองแง่สองง่ามที่ขัดกันเองอยู่ในตัว
(4) ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายเป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามนั้นครบถ้วนแล้ว
3. การกำหนดหน้าที่นำสืบก่อนหลัง
3.1 การกำหนดหน้าที่นำสืบก่อนหลัง เป็นดุลพินิจของศาล (ม.183 ว.1 ความท้าย)
3.2 หลักพิจารณาในการกำหนดหน้าที่นำสืบก่อนหลัง ได้แก่
(1) คู่ความฝ่ายใดมีประเด็นต้องนำสืบมากกว่า คู่ความฝ่ายนั้นนำสืบก่อน
(2) ถ้าประเด็นที่ต้องนำสืบเท่ากัน ประเด็นของฝ่ายใดสำคัญกว่า ฝ่ายนั้นนำสืบก่อน
(3) ถ้าประเด็นที่ต้องนำสืบของทั้งสองฝ่ายสำคัญเท่ากัน ให้ฝ่ายโจทก์นำสืบก่อน
3.3 ถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่เห็นด้วยกับการกำหนดประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบที่ศาลกำหนดไว้คู่ความฝ่ายนั้นมีสิทธิดำเนินการ ดังนี้
(1) มีสิทธิคัดค้านว่า การกำหนดเช่นนั้นไม่ถูกต้อง โดยการแถลงด้วยวาจาในขณะนั้นหรือโดยการยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลสั่ง (ม.183 ว.3)
(2) เมื่อมีคำคัดค้านเช่นนั้น ให้ศาลชี้ขาดก่อนวันสืบพยาน (ม.183 ว.3) ซึ่งคำชี้ขาดของศาล ผู้คัดค้านไม่สามารถอุทธรณ์ได้ทันที แต่มีสิทธิอุทธรณ์ได้ภายใน 1 เดือน นับแต่มีคำสั่งเด็ดขาด (ม.226)
4. การกำหนดวันสืบพยาน
4.1 กรณีที่มีการชี้สองสถาน ให้ศาลกำหนดวันสืบพยานซึ่งมีระยะไม่น้อยกว่า 10 วัน นับแต่วันชี้สองสถาน (ม.184 ว.1)
4.2 กรณีไม่มีการชี้สองสถาน ให้ศาลออกหมายกำหนดวันสืบพยาน แล้วส่งให้แก่คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 10 วัน (ม.184 ว.2)
5. ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับภาระการพิสูจน์
(1) ภาระการพิสูจน์ในแต่ละประเด็นข้อพิพาท หากพิสูจน์ไม่ได้ ผู้มีภาระนี้ย่อมต้องแพ้คดีเฉพาะในประเด็นนั้น
(2) ในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหาข้อเท็จจริงที่จะต้องมีการพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐานนั้น ศาลจะรับฟังโดยวิธีการพิสูจน์พยานหลักฐานเท่านั้น
(3) กรณีที่ไม่ต้องมีการสืบพยานในคดี ถ้าใครจะเป็นฝ่ายแพ้คดี ก็ให้ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์
(4) กรณีภาระการพิสูจน์นั้น ถ้าศาลกำหนดผิด แม้คู่ความจะมิได้โต้แย้งคัดค้านไว้ ศาลจะต้องพิพากษาไปตามภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้อง ....กรณีการกำหนดประเด็นแห่งคดีหรือหน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อน ถ้าศาลกำหนดผิด ถ้าคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านไว้ ถือว่ายอมรับตามที่ศาลกำหนดไว้ จะยกขึ้นเป็นข้ออุทธรณ์ฎีกาต่อไปไม่ได้




Back to top  
[New Topic]   [New Reply] Goto page 1